ตามธรรมชาติแล้ว สิ่งมีชีวิตทุกชนิดเกิดมาเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของตัวเองไว้
 
แต่มีเพียงแค่มนุษย์เท่านั้นที่ต่างออกไป มนุษย์ไม่เพียงเพื่อแค่ดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ แต่ยังกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆไว้
เพื่อไม่ให้สังคมวุ่นวาย เพราะหากไม่ได้กำหนดกฎต่างๆเอาไว้ มนุษย์ก็จะทำแต่เรื่องที่ตนต้องการ โดนไม่คำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น
 
มาดูชีวิตของพวกเรากันดีกว่า จะว่าไปแล้วทุกวันนี้เราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ในกฎเหล่านั้น หากฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษ
แต่นั่นเป็นเพียงแค่สิ่งที่เราทำแล้วสังคมรับรู้และเห็นว่ามันผิด แต่หากไม่มีใครรับรู้นอกจากตัวเราล่ะ?
 
ตัวผมเองก็เป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่มีเรื่องต่างๆมากมายที่อยากจะทำ ที่ทำไปหลายๆเรื่อง บางครั้งก็คิดว่าตัวเองงี่เง่าสิ้นดีที่ได้ทำลงไป แต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันเลวร้ายเกินไปหรอก
 
เรื่องที่ตอนนี้กำลังเป็นกระแสกันอยู่(?) คือเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อม หลายแหล่งหลายองค์กร ต่างออกมาพูดเรื่องนี้กันอย่างมากมาย แต่ในความเป็นจริงทุกวันนี้ คนที่สร้างมลภาวะให้แก่โลกไม่ใช่เพียงองค์กรใหญ่ๆ
แต่รวมถึงน้ำมือของชาวบ้านคนธรรมดาด้วย
 
การช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม หลายคนอาจจะยังคิดว่าเป็นเรื่องตลก หลายคนยังคิดว่าเป็นเรื่องที่ช่วยอะไรไม่ได้
จริงอยู่ที่โลกร้อนขึ้นเป็นปัญหาที่เป็นกลไกทางธรรมชาติอยู่แล้ว เพียงแต่มนุษย์เป็นผู้เร่งให้กลไกนี้เดินเร็วขึ้น
 
หากผลกระทบนี้เกิดขึ้นแต่เพียงกับมนุษย์ก็คงจะไม่เป็นไร เพราะมนุษย์เป็นผู้กระทำ แต่สิ่งมีชีวิตอื่นๆกลับได้รับผลกระทบเหล่านี้ไปด้วย
 
หลายๆคนที่รักสัตว์ เช่นสุนัข ยินดีที่จะทำเพื่อสัตว์ที่ตนรักได้ทุกอย่าง แต่กลับทำร้ายสิ่งมีชีวิตอื่นที่อยู่ร่วมโลกกันได้อย่างไม่สนใจอะไร และถ้าเปลี่ยนจากสัตว์ เป็นลูกหลานของเราล่ะ เราจะปล่อยให้พวกเขา ต้องเจอกับผลภาวะที่พวกเราเป็นคนสร้างขึ้นมาได้หรอ?
 
การช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ แต่กลับไม่มีใครให้ความสนใจ หลายๆคนทำไปเพราะกระแสสังคม หาได้ทำไปอย่างจริงจังไป แต่นั่นก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไร ตัวผมเองก็เป็นคนหนึ่ง ที่ปล่อยผลภาวะสู่สิ่งแวดล้อมอยู่แทบทุกวันเหมือนกัน บอกตามตรงผมเองก็หยุดปล่อยไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ คือการปล่อยออกมาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ และที่ทำไปทั้งหมดไม่ใช่ทำไปเพราะใครบอกว่าดี แต่ที่ทำไปเพราะใจอยากที่จะทำด้วยตัวเอง
 
เหตุผลนั่นหรอ ก็ไม่มีอะไรมาก แค่เพียงคิดว่าถ้าหากวันหนึ่ง ผมมีครอบครัว มีลูก แล้วลูกๆของผมต้องอยู่ในโลกที่มีแต่ผลภวาะเป็นพิษ ผมคงละอาย ถ้าลูกถามว่าผลภาวะพวกนั้นเป็นฝีมือใคร เพราะผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ปล่อยมันออกไป
 
ในตอนนี้จึงทำเท่าที่ทำได้ เพื่อที่จะให้ทุกสิ่งที่ปล่อยออกไป กระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด เพื่อที่หวังว่าสักวันหนึ่ง โลกในอนาคต จะเป็นโลกที่สดใสกว่าที่เป็นอยู่อย่างตอนนี้ ถ้าเรื่องนี้เข้าไปอยู่ในจิตสำนึกของทุกคนได้ก็คงดีไม่น้อย
 
ผมไม่ได้หวังว่าใครๆจะหยุดปล่อยมลภาวะได้ทันที เพราะมันเป็นไปไม่ได้ แต่หากลดการปล่อยออกมา แม้เพียงคนละเล็กน้อย แต่หากทุกคนช่วยกัน มันก็กลายเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ได้
 
หวังว่าสักวันหนึ่งในชีวิตก่อนตาย จะเห็นโลกที่สดใส มากกว่าที่เป็นอยู่ อย่างทุกวันนี้...
 
 
ผู้หญิงหลายคน อาจเคยร้องไห้ฟูมฟาย เหตุเพราะว่า "ผู้ชายไม่เข้าใจผู้หญิง" แต่ ใช่ว่าจะมีแต่ผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายก็เหมือนกัน มีหลายคนที่พอผู้หญิงพูดว่า "ทำไมไม่เข้าใจเราเลย" ในใจของผู้ชาย เชื่อว่าต้องมีหลายคนคิดว่า "แล้วทำไมเธอไม่เข้าใจเราบ้าง?" แต่ไม่ได้พูดออกไป เพราะกลัว... ว่าคำพูดนั้นจะทำร้ายคนที่ตนรักอีก
 
ปากไม่ตรงกับใจ?
 
คนเราสามารถสื่อสารกัน ผ่านแค่ทางภาษาเท่านั้น แต่หากว่า สิ่งที่เราแสดงออกทางด้านภาษาไม่ตรงกับที่เราต้องการจะบอกล่ะ?
 
ผู้หญิง - เวลาถูกผู้ชายถามอะไรๆไป มักจะตอบไม่ตรงกับความรู้สึก อย่างเช่น พอถูกผู้ชายถาม ว่าอยู่คนเดียวได้ไหม ก็มักจะตอบว่า "ได้" แต่ในใจคิดว่า "กูเหงานะ"
 
ผู้ชาย - เวลาที่ต้องออกไปไหน โดยที่ทิ้งผู้หญิงไว้คนเดียว ก็เพราะไม่อยากพาไปลำบากด้วย ไม่อยากให้เหนื่อยหรือร้อน เพราะเธอชอบบ่นออกมา เลยอยากทำให้เธอสบาย เลยปล่อยเธอไว้คนเดียว แต่ก็ยังเป็นห่วงตลอด กลัวเธอจะเหงา เลยถามไปว่า "อยู่คนเดียวได้ใช่ไหม" เชื่อเถอะว่าผู้หญิงจะตอบว่าอยู่ได้ แล้วผู้ชายก็มักจะถามซ้ำอีกซักรอบ2รอบ เพื่อความแน่ใจ เพราะถ้าผู้หญิงแค่บอกว่า "อยู่ไม่ได้ เหงา อยากไปด้วย" ฝ่ายชายก็ต้องพาไปด้วยอย่างแน่นอน ขอแค่เธอบอกออกมา แต่จะมีสักกี่คนที่บอกออกมา
 
อารมณ์กับความรู้สึก?
 
มีการวิจัยออกมา ว่าสมองส่วนควบคุมเหตุผลและอารมณ์แยกออกจากกันใสส่วนของผู้ชาย แต่กลับกัน ในส่วนของผู้หญิงกลับกลายเป็นส่วนเดียวกัน นั่นคือเหตุผลที่ผู้ชายส่วนใหญ่สามารถ แยกแยะได้ ในคณะที่ผู้หญิงหลายคน ยอมให้อารมณ์ควบคุมเหตุผล แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นอย่างนั้น
 
ผู้หญิง - ทุกครั้งที่โมโห ผู้หญิงหลายคนมักจะใช้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจของฝ่ายชาย และมารู้สึกตัวว่าไม่ควรจะพูดคำนั้นออกไป แต่หารู้ไม่ว่าแม้ผู้ชายจะรู้ ว่าผู้หญิงที่ตนรักจะพูดออกมาด้วยอารมณ์ แต่ก็ยังคงเจ็บ... อยู่ดี
 
ผู้ชาย - มักจะไม่ค่อยใช้คำพูดที่ทำร้ายอีกฝ่ายออกไป แต่หากคิดแล้วคิดอีกจนทนไม่ไหวแล้วพูดออกไป แปลว่านั่นหมายถึงขีดสุดแล้ว และนั่น... ก็กลายเป็นการทำร้ายฝ่ายหญิงไป
 
การเปิดใจ?
 
ในการใช้ชีวิตคู่ จำเป็นที่ต่างฝ่ายต่างต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ ไม่ใช่ว่า ต้องเข้าใจกันเสียทุกอย่าง เพราะถ้าหากเป็นอย่างนั้น มันก็เหมือนกับการอยู่กับตัวเอง ต้องมีเรื่องที่ทั้ง2คนเข้าใจกัน เพื่อเป็นจุดเชื่อมโยง 2 คนนั้นเข้าด้วยกัน และมีเรื่องที่ทั้ง2คนไม่อาจเข้าใจซึ่งกันและกัน เพื่อถ่วงดุลและเติมเต็ม ซึ่งกันและกัน
 
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ การเปิดใจ จำเป็นที่ต้องพูดคุยกันตรงๆ ซึ่งในความเป็นจริง ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมที่จะพูดอะไรออกไปตรงๆ เหตุผลก็มีหลายอย่างแตกต่างกันไป แต่เราดูที่เหตุผลเหล่านั้นหรือป่าวล่ะ? ป่าวเลย เราดูกันที่ความเข้าใจ ในการทำความเข้าใจ การเปิดใจ บางครั้งไม่จำเป็นต้องสื่อสารด้วยคำพูด แค่เพียงการกระทำก็พอ แต่ก็ยังมีปัญหาอีก คือ อีกฝ่ายจะรับรู้ถึงการกระทำนั้นหรือไม่ ซึ่งสุดท้ายแล้ว วิธีการที่ง่ายที่สุดก็คือ การพูด แต่ก็เป็นวิธีการที่ยากที่สุด เพราะ ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถพูดออกมาได้ อย่างที่ใจต้องการ...
 
ทั้ง3อย่างที่ได้กล่าวไป เป็นเพียงแค่เรื่องๆหนึ่ง ที่เกิดขึ้นบ่อยๆในความขัดแย้งของชีวิตคู่ในปัจจุบัน แม้จะเป็นแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่หากได้สะสมมันไปบ่อยๆ สุดท้ายแล้วก็ต้องมีอันพักทลายลงมา เหมือนกับการหยอดกระกระปุกสะสมความทุกข์ไว้ ทุกวันๆ...
 
 
ปล. ผู้เขียนปราถนาที่จะทำให้ทั้งชายและหญิงเข้าใจซึ่งกันและกันได้ และก็ปราถนาที่จะให้มีใครสักคนมาเข้าใจผู้เขียนเหมือนกัน ^^

edit @ 8 Oct 2010 18:30:40 by Zakorn

อดึต ปัจจุบัน และอนาคต

posted on 10 Sep 2010 22:44 by kingzakorn

อดีต คือ วินาทีที่ผ่านไปแล้ว

 

ปัจจุบัน คือ วินาทีที่เรายังหายใจอยู่

 

อนาคต คือ วินาทีที่กำลังจะมาถึง

 

คนเรานั้น ในด้านของเวลานั้น มีทั้งยึดติดกับอดีต หมกมุ่นอยู่กับปัจจุบัน แค่คาดหวังแต่อนาคต

 

หลายต่อหลายคน ยังคงยึดติด ที่จะมองเวลาแต่เพียงด้านเดียว

 

แต่ในความเป็นจริงนั้น เราจะต้องเข้าใจกับเวลาทั้งสามช่วง

 

เริ่มจากเรียนรู้จากอดีต ทำปัจจุบันให้ดี และตั้งเป้าหมายในอนาคต

 

เมื่อพูดถึงเวลาแล้ว คนเราจะเชื่อว่าเวลาเดินเที่ยงตรงและเท่ากันเสมอ

แต่ในความเป็นจริงที่หลายๆคนยังไม่รู้นั้น

 

เวลาไม่ได้เดินเท่ากันเลย

 

ทางด้านวิทยาศาสตร์นั้น เวลาจะเดินเท่ากัน ถ้าหากอยู่ในสภาวะที่มีแรงดึงดูดเท่ากัน แต่หากเมื่อใดก็ตามที่มีแรงดึงดูดที่น้อยกว่า เวลาก็จะเดินเร็วขึ้น

 

ทางด้านของหัวใจ หากเราได้อยู่ใกล้ๆใครสักคนที่เรารัก จะรู้สึกว่าเวลามันเดินไวเหลือเกิน แต่เราอยู่ห่างจากคนๆนั้น แล้วรอคอยเค้า เวลา กลับเดินช้ากว่าปกติ

 

เปรียบเทียบกับช่วงเวลา

 

อดีต เมื่อเรามองกลับไปในอดีตที่ผ่านไปนาน จะรู้สึว่าเวลามันผ่านไปไวเหลือเกิน

 

ในทางกลับกัน หากเรามุ่งหวังอยู่ที่อนาคตอย่างเดียว บางที เวลาของเรานั้น ก็จะเดินช้าลงได้เหมือนกัน

 

แต่ไม่ว่าเราจะรู้สึกว่า เวลาผ่านไปอย่างไร อดีต ปัจจุบัน อนาคต สุดท้ายเวลาของตัวเรา ก็ยังคงเดินเท่ากันอยู่ทุกวัน หากแต่เราแค่รู้สึก ว่ามันเดินช้าหรือไวไปบ้างเท่านั้นเอง

 

เราไม่ควรทั้งจมอยู่กับอดีต หมกมุ่นอยู่ปับปัจจุบัน และคาดหวังแต่อนาคตเท่านั้น แต่หากเราแบ่งและจัดการเวลาให้กับทั้งสามช่วงได้อย่างดี ชีวิตเราก็จะมีความสุขได้

 

มีรุ่นพี่ชาวต่างชาติคนหนึ่งได้บอกกับผมไว้ ว่าชีวิตเราช่างสั้นนัก เมื่อคิดดูดีๆ ชีวิตโดยเฉลี่ยอย่างง่ายๆก็ 60 ปี ใช้เวลานอนไปก็ 1 ใน 3 ของชีวิต เพราะงั้นก็จะเหลือเวลาเพียงแค่ประมาณ 40 ปี

เพราะงั้น จากนี้ไป ก็จะทำอะไร อย่างที่อยากทำล่ะนะ

edit @ 12 Sep 2010 13:37:01 by Zakorn